KCG หรือ บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เจ้าของแบรนด์ “Imperial” และ “Allowrie” เดินหน้าขยายตลาดต่างประเทศมากขึ้น หลังรายได้ปี 2568 แตะ 8,645.5 ล้านบาท เติบโต 11.6% และทำสถิติเติบโตต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยบริษัทมองว่าประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนามและฟิลิปปินส์ กำลังจะกลายเป็นตลาดสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตในระยะต่อจากนี้
คุณดำรงชัย วิภาวัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้อำนวยการ KCG กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทเติบโตทั้งจากตลาด B2B และ B2C และเริ่มเห็นสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่ม CLMV ที่ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก
ตลาดที่ KCG ให้ความสำคัญมากที่สุดในอาเซียนตอนนี้คือเวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดใหญ่สุดของบริษัทในภูมิภาคนี้ โดยสินค้ากลุ่มเนยและชีสได้รับการตอบรับค่อนข้างดี ขณะที่ฟิลิปปินส์เริ่มกลายเป็นอีกตลาดดาวรุ่ง หลังผู้บริโภคมีความต้องการสินค้ากลุ่ม Dairy เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่มีรสชาติ creamy ทำให้ชีสแบบ cup ขนาดเล็กเติบโตได้ดีในตลาดดังกล่าว
เบื้องหลังการขยายตลาดของ KCG คือการพัฒนาสินค้าให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละประเทศมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรสชาติ ขนาดสินค้า หรือแม้แต่รูปแบบบรรจุภัณฑ์
“เวลาจะเข้าไปแข่งขันในตลาดต่างประเทศ เราต้องรู้ว่าเรากำลังสู้กับใคร ผู้เล่นอันดับ 1, 2, 3 ของตลาดคือใคร และพฤติกรรมการบริโภคเป็นอย่างไร เพราะแต่ละประเทศมีพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมือนกัน” คุณดำรงชัยกล่าว
ขณะเดียวกัน KCG ยังเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคในเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตแบบครอบครัวเล็กและอาศัยอยู่ในคอนโด ทำให้สินค้าที่ตอบโจทย์ต้องเน้นทั้งความสะดวกในการจัดเตรียมและรับประทาน รวมถึงสามารถตอบโจทย์เรื่องสุขภาพได้มากขึ้น
ทางบริษัทจึงเริ่มพัฒนาสินค้าในกลุ่ม Health & Wellness ต่อเนื่อง โดยหนึ่งในสินค้าที่เตรียมผลักดันคือคุกกี้ข้าวโอ๊ต 2 สูตร ได้แก่ สูตรข้าวโอ๊ตผสมลูกเกดและแครนเบอร์รี่ และสูตรข้าวโอ๊ตผสมกล้วยตาก ซึ่งบริษัทพยายามพัฒนาให้ยังคงรสชาติอร่อยและเข้าถึงง่าย หลังพบว่าผู้บริโภคจำนวนมากยังมองว่า “ขนมสุขภาพมักไม่อร่อย” พร้อมเดินหน้าออกสินค้าใหม่ทุกเดือนเพื่อสร้างความต่อเนื่องให้ตลาด
ปัจจุบัน KCG มีสัดส่วนรายได้หลักจากกลุ่ม Dairy Products 58.7% รองลงมาคือกลุ่มวัตถุดิบอาหารและเบเกอรี่ 29.2% และกลุ่มบิสกิต 12.2% ขณะที่ช่องทางขายหลักยังมาจากตลาด B2C ในสัดส่วน 53.2%
แม้ภาพรวมธุรกิจยังเติบโต โดย Q1 ปีนี้บริษัทเติบโตไปแล้ว 7.8% ใกล้เคียงกับเป้าหมายทั้งปีที่ตั้งไว้ 7-8% แต่ KCG ยอมรับว่าความท้าทายในช่วงครึ่งปีหลังจะเป็นเรื่องกำลังซื้อในประเทศที่เริ่มชะลอลง รวมถึงต้นทุนที่ยังได้รับผลกระทบจากสงคราม ทั้งราคาน้ำมันและบรรจุภัณฑ์พลาสติก
ส่วนตลาดมาเลเซียและอินโดนีเซีย แม้จะเป็นตลาดขนาดใหญ่ แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่องการขึ้นทะเบียนฮาลาลที่ใช้เวลาค่อนข้างนาน ทำให้ปัจจุบัน KCG ยังส่งสินค้าเข้าไปได้เฉพาะบางกลุ่ม โดยเฉพาะสินค้าแห้ง
สำหรับทิศทางต่อจากนี้ KCG กำลังเร่งขยับบทบาทจากผู้ผลิตอาหารของไทย ไปสู่การเป็นแบรนด์อาหารระดับภูมิภาคมากขึ้น โดยใช้ความเข้าใจผู้บริโภคในแต่ละประเทศเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโต ทั้งในเรื่องรสชาติ รูปแบบสินค้า และวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ในอาเซียน



