“ฮิโรชิ มิกิทานิ” ผู้อยู่เบื้องหลังการเติบโตของ Rakuten อาณาจักรที่ครองกระเป๋าเงินคนญี่ปุ่น ได้เกือบทั้งประเทศ

“ฮิโรชิ มิกิทานิ” ผู้อยู่เบื้องหลังการเติบโตของ Rakuten อาณาจักรที่ครองกระเป๋าเงินคนญี่ปุ่น ได้เกือบทั้งประเทศ

Rakuten Group คืออาณาจักรธุรกิจที่ครอบคลุมทั้งระบบการเงินและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคญี่ปุ่น ตั้งแต่การใช้จ่ายผ่านบัตร การช้อปปิ้งออนไลน์ ไปจนถึงโครงข่ายโทรคมนาคม ภายใต้ระบบนิเวศเดียวที่สร้างรายได้รวมกว่า 2.5 ล้านล้านเยน และมีฐานผู้ใช้งานมากกว่า 100 ล้านบัญชี

เบื้องหลังการเติบโตของอาณาจักรนี้คือ คุณฮิโรชิ มิกิทานิ (Hiroshi Mikitani) ผู้ก่อตั้งและผู้นำที่วางรากฐานให้กับ Rakuten

แต้มต่อจากวัยเด็ก สู่ชีวิตนายธนาคารดาวรุ่ง

มิกิทานิ เกิดในปี 1965 ที่อากาชิ และเคยใช้ชีวิตในวัยเด็กที่สหรัฐอเมริกา ระหว่างที่บิดาเป็นอาจารย์ที่ Yale University ประสบการณ์นี้เหมือนหน้าต่างบานแรกที่ช่วยเปิดมุมมองเขาให้มีความคิดแบบสากล หล่อหลอมให้เขาเริ่มเป็นคนที่กล้าตั้งคำถามและเลือกเส้นทางที่แตกต่าง ซึ่งสวนทางกับกรอบสังคมญี่ปุ่นที่มักให้คุณค่ากับความกลมกลืนมากกว่าความโดดเด่น

หลังจบการศึกษาด้าน Commerce จาก Hitotsubashi University ในปี 1988 เขาเริ่มต้นเส้นทางอาชีพที่ Industrial Bank of Japan (IBJ) ซึ่งปัจจุบันคือ Mizuho Bank

ในบทบาท Investment Banker เขารับผิดชอบงานด้าน Corporate Finance และการควบรวมกิจการ (M&A) เป็นหลัก ผลงานในช่วงนั้นทำให้เขาถูกมองว่าเป็น “ดาวรุ่ง” ขององค์กร และได้รับโอกาสให้ไปศึกษาต่อ MBA ที่ Harvard Business School ในปี 1991

ช่วงเวลาที่ Harvard ไม่ได้ให้เพียงองค์ความรู้ด้านบริหาร แต่ยังเปิดประตูสู่เครือข่ายระดับโลก เขาได้สร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมรุ่นที่ต่อมากลายเป็นผู้บริหารในองค์กรชั้นนำทั่วโลก และที่นี่เองที่เขาได้รับชื่อเล่นว่า “Mickey” ซึ่งเขายังคงใช้ในการติดต่อธุรกิจระดับสากล เพื่อลดช่องว่างความเป็นทางการแบบญี่ปุ่น และทำให้การสื่อสารในเวทีโลกเป็นธรรมชาติมากขึ้น

หลังสำเร็จการศึกษา เขากลับมาทำงานที่ IBJ อีกครั้ง พร้อมบทบาทที่ลึกขึ้นและมุมมองที่กว้างกว่าเดิม ประสบการณ์ทั้งก่อนและหลัง Harvard ค่อย ๆ หล่อหลอมให้เขามองธุรกิจอย่างเป็นระบบมากขึ้น และเข้าใจว่าการเติบโตระยะยาวต้องอาศัยการออกแบบโครงสร้างที่ดี ไม่ใช่เพียงการปิดธุรกรรมให้สำเร็จเป็นครั้ง ๆ

จุดเริ่มต้นจากแผ่นดินไหว

จังหวะที่ทำให้เส้นทางอาชีพของมิกิทานิเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เกิดขึ้นในปี 1995 จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ โศกนาฏกรรมครั้งนั้นพรากชีวิตของญาติและคนรู้จักของเขาไป และกลายเป็นแรงกระแทกทางความคิดที่รุนแรงพอจะทำให้เขาหันกลับมาตั้งคำถามกับชีวิตอย่างจริงจัง…

ในช่วงเวลานั้นเอง แนวคิด “Risk = Regret” เริ่มตกผลึกขึ้นในความคิดของเขา

สำหรับมิกิทานิ “ความเสี่ยง” ไม่ได้หมายถึงการสูญเสียเงินหรือความมั่นคง แต่คือความรู้สึกเสียดายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตหากไม่ได้ลงมือทำในสิ่งที่ควรทำหรืออยากทำตั้งแต่แรก

ด้วยวิธีคิดนี้ เขาตัดสินใจลาออกจาก Industrial Bank of Japan ในปีเดียวกัน และเริ่มต้นธุรกิจแรกในชื่อ Crimson Group เพื่อทดลองสร้างบางสิ่งด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก

กำเนิด Rakuten

ปี 1997 เขาก่อตั้งบริษัทกับเพื่อนอีก 3 คนในชื่อ “MDM” ก่อนรีแบรนด์เป็น Rakuten

ในเวลานั้น อีคอมเมิร์ซยังเป็นเพียง “หน้าร้านออนไลน์” ของแบรนด์ใหญ่ ที่มีลักษณะการจัดโชว์สินค้าแบบแคตตาล็อก และขาดปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย

แต่มิกิทานิมองต่างออกไป เขาต้องการสร้าง “ตลาดออนไลน์” ที่มีชีวิต มีการสื่อสาร และเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถแข่งขันได้

เขาจึงเริ่มต้นด้วยวิธีที่ไม่ซับซ้อนนัก ด้วยการเดินสายชักชวนร้านค้ารายย่อยทั่วญี่ปุ่นให้เข้ามาอยู่บนแพลตฟอร์มของตัวเอง

วันแรกของ Rakuten Ichiba มี 13 ร้าน และภายใน 3 ปี เพิ่มเป็นกว่า 2,300 ร้าน พร้อมทราฟฟิกระดับหลายสิบล้านครั้งต่อเดือน

จุดเปลี่ยนที่หนุนให้เติบโตแบบก้าวกระโดด

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2000 เมื่อมิกิทานิตัดสินใจนำ Rakuten เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ JASDAQ

การเข้าตลาดครั้งนั้นไม่ใช่แค่หมุดหมายของการเติบโต แต่เป็นการ “ติดปีก” ทางการเงิน เปิดทางให้บริษัทมีทุนสำหรับเดินเกม M&A และเร่งขยายธุรกิจในจังหวะที่ตลาดกำลังเปิด

แต่ท่ามกลางการเติบโต มิกิทานิเริ่มเห็นว่า การเพิ่มผู้ใช้งานใหม่เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอในระยะยาว

โจทย์สำคัญจึงเปลี่ยนเป็น ทำอย่างไรให้ผู้ใช้งาน “อยู่” กับ Rakuten ให้นานที่สุด

และนำไปสู่การขยับจากอีคอมเมิร์ซ สู่การสร้าง Ecosystem ที่เชื่อมทุกบริการเข้าด้วยกัน

หนึ่งในกลไกสำคัญคือ Rakuten Super Points ที่เปิดตัวในปี 2002 กำหนดให้ 1 แต้มมีค่าเท่ากับ 1 เยน และใช้แทนเงินสดในบริการต่าง ๆ ได้

แต้มจึงไม่ใช่แค่เครื่องมือส่งเสริมการขาย แต่เป็น “ตัวเชื่อม” ที่ทำให้ผู้ใช้งานเคลื่อนระหว่างบริการได้ต่อเนื่อง

จากนั้น Rakuten ค่อย ๆ ขยายสู่ธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เริ่มจาก Rakuten Travel ผ่านการควบรวม MyTrip.net ในปี 2003 และ Rakuten Card ในปี 2005 ทำให้เข้าไปอยู่ในขั้นตอนการชำระเงินโดยตรง

ก่อนจะขยับลึกสู่ธุรกิจการเงินในปี 2008 ด้วยการเข้าซื้อ eBank และพัฒนาเป็น Rakuten Bank ในปี 2010

การรวม “ข้อมูลการซื้อ” และ “ข้อมูลการเงิน” ไว้ในระบบเดียว ทำให้ Rakuten มองเห็นพฤติกรรมผู้ใช้งานได้ครบวงจร

และทำให้ธุรกิจธนาคารกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลัก ที่สร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอและเสถียรกว่าอีคอมเมิร์ซ

รายได้จากดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และบริการทางการเงิน ช่วยทำให้โครงสร้างรายได้ของ Rakuten ไม่ผันผวนตามรอบการจับจ่ายของผู้บริโภคเพียงอย่างเดียว แต่มี “ฐานรายได้” ที่มั่นคงรองรับอยู่ด้านล่าง

หากมองย้อนกลับไป การขยายตัวแต่ละก้าวไม่ได้เกิดขึ้นแบบแยกส่วน แต่ถูกวางเป็นชั้น ๆ เพื่อเสริมกัน จากการซื้อสินค้า สู่บริการ และต่อเนื่องถึงการเงิน

ทั้งหมดนี้ทำให้ Ecosystem ของ Rakuten ไม่ได้เป็นเพียงการรวมบริการ แต่กลายเป็น “โครงสร้างรายได้” ที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ และทำให้ผู้ใช้งานอยู่ในแพลตฟอร์มได้นานขึ้นโดยธรรมชาติ

ทลายกำแพงภาษา พาองค์กรออกนอกญี่ปุ่น

แม้ Rakuten จะเติบโตเป็นผู้เล่นแถวหน้าในญี่ปุ่น แต่มิกิทานิเริ่มเห็นข้อจำกัดที่ตัวเลขไม่สะท้อน นั่นคือกรอบความคิดและวัฒนธรรมองค์กรที่ยังผูกกับบริบทแบบญี่ปุ่น

ปี 2012 เขาจึงประกาศนโยบาย “Englishnization” ให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในองค์กร 100%

การประกาศนโยบายนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนทันที ทั้งเสียงวิจารณ์และการปรับตัวของพนักงานจำนวนมาก

แต่มิกิทานิมองว่า ภาษาไม่ใช่แค่เครื่องมือสื่อสาร แต่คือ “โครงสร้างของความคิด” หากยังยึดภาษาเดียว ก็ยากจะขยายสู่เวทีโลก

เมื่อกำแพงนี้ถูกทลาย Rakuten เปิดรับบุคลากรนานาชาติมากขึ้น และเดินเกมระดับสากลได้คล่องตัว ผ่านดีลอย่าง Viki, Viber และ Kobo

ผลลัพธ์เริ่มชัดในช่วงปี 2024–2025 เมื่อพนักงานต่างชาติในสำนักงานใหญ่โตเกียวมีสัดส่วนกว่า 20–25% และพนักงานในองค์กรมีคะแนน TOEIC เฉลี่ยสูงกว่า 800 คะแนน ซึ่งเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของบริษัทในญี่ปุ่นอย่างมีนัยสำคัญ

อุปสรรคและการเดิมพันครั้งใหญ่

**เมื่อ Ecosystem ต้องมี “โครงข่าย” เป็นของตัวเอง**

หลังจากวางโครงสร้าง Ecosystem จนชัด มิกิทานิเห็น “ชิ้นส่วนที่ยังขาด” คือโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารที่ยังต้องพึ่งพาผู้อื่น

ในปี 2017 เขาจึงนำ Rakuten เข้าสู่ธุรกิจโทรคมนาคมผ่าน Rakuten Mobile

การตัดสินใจนี้ไม่ใช่แค่การขยายธุรกิจ แต่เป็นการ “ยกระดับเกม” จากแพลตฟอร์มสู่โครงสร้างพื้นฐาน

เดิมพันนี้แลกมาด้วยต้นทุนมหาศาล การสร้างโครงข่ายใหม่ทำให้บริษัทขาดทุนสะสมระดับแสนล้านเยน และเผชิญแรงกดดันจากนักลงทุน

แต่มิกิทานิมองว่า การชะลอเท่ากับเสียโอกาส

หากตั้งใจออกแบบให้เกิด Ecosystem ที่เชื่อมทุกบริการ โครงข่ายการสื่อสารคือแกนหลักที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ในช่วงที่มีแรงกดดันสูงสุด เขาเลือกนำ Rakuten Bank เข้าตลาดหลักทรัพย์โตเกียวในปี 2023 และระดมทุนกว่า 8.3 หมื่นล้านเยน เพื่อ “ซื้อเวลา”

เงินทุนนี้ทำให้บริษัทเดินหน้าพัฒนาโครงข่ายต่อได้โดยไม่สะดุด

หลังจากนั้น ธุรกิจมือถือก็เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวในปี 2025 ด้วยผู้ใช้งานกว่า 10 ล้านราย และเริ่มเชื่อมผู้ใช้เข้าสู่บริการอื่นใน Ecosystem มากขึ้น

สิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็น “ภาระ” จึงค่อย ๆ กลายเป็น “ตัวเร่ง” ให้ระบบโดยรวมแข็งแรงขึ้น

ก้าวใหม่ของ Rakuten

ในปี 2026 Rakuten ได้พัฒนา Rakuten AI 3.0 เพื่อช่วยร้านค้าวิเคราะห์ลูกค้าและเพิ่มประสิทธิภาพการขาย

ทิศทางนี้สะท้อนการขยับจาก Ecosystem ที่เชื่อม “บริการ” ไปสู่ Ecosystem ที่ขับเคลื่อนด้วย “ข้อมูล”

เมื่อข้อมูลจากอีคอมเมิร์ซ การเงิน และโทรคมนาคมถูกรวมกัน ความเข้าใจผู้ใช้งานก็ลึกขึ้น และเปิดทางสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม

จนปัจจุบัน Rakuten เป็นผู้เล่นหลักในตลาดอีคอมเมิร์ซญี่ปุ่น ด้วยส่วนแบ่งราว 32% และแข่งขันกับ Amazon อย่างต่อเนื่อง

บทสรุป

เส้นทางของ คุณฮิโรชิ มิกิทานิ สะท้อนการตัดสินใจที่ยึดโยงกับหลักคิดเดิม

ตั้งแต่การลาออกจากธนาคาร การสร้าง Ecosystem การเปลี่ยนภาษาองค์กร ไปจนถึงการลงทุนในโครงข่ายมือถือ

ทุกก้าวมีความเสี่ยงในระยะสั้น

แต่สำหรับเขา ความเสี่ยงที่แท้จริงไม่ใช่การสูญเสีย แต่คือการต้องย้อนกลับมาเสียดายในวันที่สายเกินไป

และนั่นทำให้ Rakuten ไม่ได้เติบโตแบบเส้นตรง แต่ค่อย ๆ ขยายเป็นโครงสร้างที่เชื่อมโยงกันมากขึ้นในทุกช่วงเวลา

ทั้งหมดเริ่มจากแนวคิดสั้น ๆ เพียงประโยคเดียว

“Risk = Regret”