หลายคนอาจคุ้นเคยกับถั่วแระญี่ปุ่นในฐานะเมนูทานเล่นตามร้านอาหารญี่ปุ่น แต่เบื้องหลังถั่วแระจำนวนไม่น้อยที่วางจำหน่ายในหลายประเทศทั่วโลก มีต้นทางอยู่ในภาคเหนือของประเทศไทย
LACO (Lanna Agro Industry Co.) ผู้ผลิตและส่งออกถั่วแระญี่ปุ่นของไทย กำลังเดินหน้าต่อยอดธุรกิจจากผู้ผลิตสินค้าเกษตรและผู้ส่งออก สู่การสร้างแบรนด์อาหารของตัวเองผ่าน “มินนะมาเมะ” (Minnamame) เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตร และขยายการเติบโตในตลาดผู้บริโภคทั้งในไทยและต่างประเทศ
จุดเริ่มต้นของธุรกิจมาจากการเพาะปลูกถั่วแระญี่ปุ่นในจังหวัดเชียงใหม่ ก่อนขยายเครือข่ายไปยังเชียงราย ลำพูน และลำปาง ปัจจุบันบริษัททำงานร่วมกับเกษตรกรกว่า 4,000 ครัวเรือน บนพื้นที่เพาะปลูกมากกว่า 20,000 ไร่ เพื่อผลิตถั่วแระญี่ปุ่นตามมาตรฐานส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศ
ปัจจุบัน LACO มีธุรกิจมูลค่าราว 2,000 ล้านบาทต่อปี และมีสินค้าวางจำหน่ายผ่านเครือข่ายค้าปลีกและร้านสะดวกซื้อในกว่า 22 ประเทศทั่วโลก ทั้งในเอเชีย อเมริกา และยุโรป โดยสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดหลักคิดเป็นสัดส่วนรายได้ 38% ตามด้วยญี่ปุ่น 34% และไทย 22%
คุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท LACO และกรรมการบริษัท LACO INNOTECH กล่าวว่า บริษัทกำลังปรับบทบาทจากผู้ผลิตสินค้าเกษตรสู่การเป็น Global Food Company โดยมองว่าการแข่งขันในธุรกิจอาหารปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่คุณภาพสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสามารถในการสร้างแบรนด์ที่ผู้บริโภครู้จักและจดจำได้
เบื้องหลังในครั้งนี้มาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มองหาอาหารโปรตีนสูง ไฟเบอร์สูง และรับประทานได้สะดวก ส่งผลให้ถั่วแระญี่ปุ่นเริ่มถูกมองในฐานะแหล่งโปรตีนจากพืชที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น ขณะเดียวกันกระแส Longevity Economy หรือการดูแลสุขภาพระยะยาว ยังช่วยผลักดันความต้องการสินค้าอาหารสุขภาพในหลายประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
LACO จึงเดินหน้ารีแบรนด์ Minnamame ภายใต้แนวคิด “Green Pop of Happiness” พร้อมวางตำแหน่งเป็น Healthy Lifestyle Snack และเตรียมรุก 3 ตลาดยุทธศาสตร์ ได้แก่ ไทย ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ โดยตั้งเป้าเติบโต 5 เท่าภายใน 3-5 ปี พร้อมตั้งเป้ารายได้รวม 2,300 ล้านบาทในอนาคต
นอกจากการปรับภาพลักษณ์แบรนด์แล้ว บริษัทยังเปิดตัว “คุณพิมฐา” ในฐานะ Friend of Minnamame ซึ่งถือเป็นการใช้บุคคลสื่อสารแบรนด์อย่างเป็นทางการครั้งแรก โดยมุ่งสร้างการรับรู้ในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่และกลุ่มคนรักสุขภาพมากขึ้น
